เพื่อพ่อ..ผมท้อไม่ได้ ! นักธุรกิจหนุ่มเมืองช้าง ล้มป่วยจนเดินไม่ได้ แต่ใจสู้ ผันตัวมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยยึดเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพ่อหลวง ร.9

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พบกับ นายภูวนาท ประคำ อายุ ปี 33 ปี อยู่บ้านเลขที่205 บ้านขามพัฒนา หมู่ที่12 ตำบลทันทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เจ้าของบริษัท เดอะเกรทราชพฤกษ์จำกัด และบริษัท ค่ายเพลงดอกคูณเอ็นเตอร์เทนเมนท์ฯ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ 23 อาคารนัมเบอร์วัน21 รามคำแหง2 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ ดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายแพ็คเก็จทัวร์ฯและค่ายเพลงฯ เป็นบริษัทเล็กๆ ที่ดำเนินการและดูแลด้วยตัวเอง แบบเรียบง่าย พอเพียง ก้าวตามบาทศาสตร์พระราชา

นายภูวนาท ประคำ  เล่าว่า บ่อยครั้งที่พสกนิกรชาวไทยได้รับฟังพ่อหลวงของเรา มีพระราชดำรัสในโอกาสต่าง ๆ เพื่อสอนให้ประชาชนของพระองค์ ใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง ประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

“…การใช้จ่ายโดยประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัว ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้ จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติอีกด้วย…” นี่คือคำของพ่อเคยได้กล่าว

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540                                                                                                                                                  “…ให้พอเพียงก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ…”

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2541

ตนเองเป็นเด็กบ้านนอก ครอบครัวมีอาชีพทำนา ฐานะยากจน จึงพยายามค้าขาย เล็กน้อย เป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชน และทำมาหลายอย่างทั้งเซลขายสินค้า และพนักงานบริษัทฯ เพื่อหาเงินมาเรียนหนังสือ และดูแลครอบครัว แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเลย จนได้มีโอกาสได้ไปรู้จักกับคนที่เขาทำธุรกิจทัวร์ต่างประเทศ จึงได้ศึกษาการทำงานกับเขา และตอนนั้นเองเป็นแค่เซลล์ขายแพ็คเก็จทัวร์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง จากนั้นมาเลยตัดสินใจเปิดบริษัทเองเพื่อเป็นเอเจนซี่ส่งต่อธุรกิจทัวร์ ให้กับบริษัทนำเที่ยวอีกต่อหนึ่ง แต่ก็ไปไม่ได้เพราะไม่มีใครสานต่อ ในช่วงนั้น ร่างกายของผมไม่ค่อยสู้ดีนัก เริ่มเข้าออกโรงบาลบ่อยครั้ง เงินที่หามาได้ก็หมดไปกับการรักษาตัวเอง

ต้องดูแลครอบครัว เป็นเสาหลักของครอบครัว เดือนๆหนึ่งค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เกิดได้ล้มป่วยอย่างหนัก หมอบอกว่าผมป่วยเนื่องจากเส้นเลือดแตกและโป่งพองบริเวณไขสันหลัง หมอถามว่าจะทำการรักษาไหม แต่หมอไม่รับประกันว่า ตนจะฟื้นหรือจะกลับมาปกติไหม เพราะถ้าไม่รักษาตอนนี้อาการอาจจะแย่กว่าเดิมและอาจใช้ชีวิตอยู่อีกไม่นาน แต่การรักษาครั้งนี้ค่าใช้จ่ายสูงมากในการผ่าตัด ตนเลยตัดสินใจที่จะเอาเงินทั้งหมดที่มีมารักษาตัวเอง ในตอนนั้นคิดว่าถ้าเป็นอะไรไป คนที่อยู่รอบข้างครอบครัวจะอยู่กันอย่างไง ใครจะหาเงินให้พ่อแม่ให้ครอบครัวผมใช้ หลังจากที่ตัดสินใจให้หมอรักษาผ่าตัดในวันนั้น ฟื้นขึ้นมาบนความโชคร้าย ร่างกายผมขยับไม่ได้ทั้งตัว ขาทั้งสองข้างยกไม่ขึ้นไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ฝืนยกอย่างไงก็ยกไม่ขึ้น ผมต้องนอนอยู่กับความทุกข์และความทรมารน้ำตาไหลทุกวัน รู้สึกท้อ ไม่มีแรงที่จะสู้ บางครั้งผมต้องถามตัวเองว่า ตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหมที่รักษาตัวเอง ทำไมไม่ปล่อยตัวเองให้หลับไปเลย อย่างน้อยๆก็ยังมีเงินส่วนหนึ่งที่เก็บเอาไว้ เอาให้ครอบครัวไว้ใช้จ่ายตอนเราไม่อยู่ แล้วถ้าออกจากโรงบาลไปจะอยู่ต่ออย่างไงถ้าไปอยู่บ้าน ลำบากพ่อแม่ที่ต้องดูแลเราแน่นอน ช่วงที่ป่วยอยู่ผมเครียดมาก เครียดจนคิดฆ่าตัวตายเพราะเพียงแค่ไม่อยากจะเป็นภาระให้ใคร แต่ก็ทำไม่ได้ พยาบาลที่ดูแลก็รู้ว่าเครียด ก็ได้หากิจกรรมมาให้ทำ ไม่อยากให้คนป่วยเครียด มาคุยมาพูดด้วย หาหนังสือมาให้อ่าน จนกระทั่งผมถูกย้ายมาพักฟื้นที่ศูนย์ฟื้นฟูสวางคนิวาศ สภากาชาดไทย พยาบาลที่นั้นดุแลผมดีมาก ทุกๆท่านเวียนกันมาให้กำลังใจและร่วมพูดคุยกับผม จนวันหนึ่งมีพยาบาลท่านหนึ่งได้ถามว่า อยากทำอะไรที่สุดในตอนนี้ ตอบไปว่า อยากทำบุญใส่บาตร พยาบาลบอกว่าได้ เดี่ยวพรุ่งนี้จะนิมนต์พระมาให้ที่ห้อง และเช้าในวันรุ่งขึ้น ก็ได้ทำบุญใส่บาตรอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะยังเดินไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พระที่มารับใส่บาตรในวันนั้นได้เทศฯให้ข้อคิดกับผม ให้รู้จักปลง และปล่อยวาง โดยที่ท่านบอกว่า คนที่แย่กว่าเรายังมี ในเมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่ทำไมคิดจะไม่สู้ต่อหล่ะ

พระท่านบอกว่าจะเล่าเรื่องพ่อให้ฟัง มีพ่อคนหนึ่งที่ดูแลคนเป็นจำนวนมาก ไม่มีแม้กระทั่งเวลาพัก และไม่เคยบ่นสักคำว่าเหนื่อย ทำแบบนี้มาหลายสิบปี พ่อก็ยังเป็นพ่อ แม้แต่ล้มป่วยอยู่ตอนนี้ก็ยังเป็นห่วงทุกคน หลังจากที่พระท่านพูดจบ ท่านก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งมาไว้อ่าน หนังสือเล่มนั้นด้านหน้าจะเป็นบทสวดมนต์ แต่พอเปิดไปช่วงหน้ากลางๆของหนังสือเล่มนั้น เป็นการเล่าเรื่อง ของพ่อหลวง ร.9 จนได้รู้ว่าสิ่งที่พระท่านพูดในวันนั้นคือพ่อหลวง ร.9 นั้นเอง อ่านเรื่องเล่า ของพ่อในหนังสือเล่มนั้นอยู่หลายรอบ จนผมต้องกลับมาคิดใหม่ ว่าผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไร ถ้าร่างกายของ ไปไหนไม่ได้จะทำอย่างไง และครอบครัวจะอยู่อย่างไร ทุกๆวันที่นอนรักษาตัวอยู่ ก็มีแต่รายจ่าย และจะเอาเงินมาจากที่ไหนมาเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละวัน ในเมื่ออยู่ที่นี้ก็ไม่มีรายได้เลย เลยตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง  เริ่มตั้งใจทำกายภาพมากขึ้น คุยกับคนนั้นคนนี้มากขึ้น เพื่อจะไม่ให้ตัวเองเครียด จากคนที่นอนติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผ่านไปหนึ่งเดือน จากการล้มป่วยในครั้งนั้น ตื่นขึ้นมาเช้าวันหนึ่งเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง แขนขาเริ่มมีความรู้สึก เริ่มขยับตัวได้ ผมดีใจมาก และเริ่มทำกายภาพจากบนเตียงที่ผมนอน ผ่านมาไม่กี่สัปดาห์ ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นจนผมสามารถ นั่งรถวิวแชร์ เข้าห้องน้ำเองได้ ผมปรึกษากับหมอที่ดูแลผมว่า ผมต้องอยู่อีกนานไหม และผมจะมีโอกาสเดินได้ไหม คุณหมอไม่รับปากผมเรื่องที่ผมจะเดินได้ แต่หมอบอกว่าจะทำเต็มที่ แต่ต้องใช้เวลาหน่อย หมอให้ผมรักษาตัวอยู่ที่นั้นประมาณ3เดือนเป็นเคสที่อยู่นานมาก ถ้าออกไปต้องทำเรื่องเข้ามาใหม่เพื่อเป็นการทำกายภาพฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ผมทำตามที่หมอแนะนำ และขออนุญาตหมอขอใช้ห้องผู้ป่วยทำงาน ไปด้วย เพราะถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีรายได้ และจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเป็นค่ารักษา ค่ายา ค่าห้อง หมออนุญาตให้ตนทำงานได้ แต่ต้องแบ่งเวลาพัก ตนเริ่มทำงานในห้องผู้ป่วย เริ่มติดต่อหาลูกค้าเก่าๆประสานงานหาคนนั้นคนนี้ ที่เกี่ยวข้องกับงานผม จนตนเองสามารถทำงานและมีรายได้ระหว่างผมรักษาตัวอยู่โรงบาล ตนได้น้อมเอา พระราชดำรัส ของพ่อหลวงร.9 คือการ “การใช้ชีวิตแบบพอเพียง” และการอยู่แบบเรียบง่ายของพระองค์ท่านมาเป็นต้นแบบแนวทางปฏิบัติ  จนมาถึงวันที่ผมออกจากโรงบาล หลังจากที่รักษาตัวอยู่หลายเดือน อย่างคนไม่มีความหวัง ตนสามารถกลับมา ใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง งานที่ตนทำอยู่ ก็ได้ทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ไม่คิดเลยว่าจะสามารถกอบกู้บริษัทที่ก่อตั้งมากับมือได้คืนมา ตนใช้ชีวิตของแต่ละวัน ผมจะยึด หลักพระราชดำรัสของพ่อหลวง ร.9 อยู่ตลอด

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *